ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘พลังงานนิวเคลียร์’

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อาจเป็น ทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอแก่ความต้องการที่ เพิ่มขึ้น ทั้งนี้มีเหตุผลมาจาก ข้อดีและข้อเสียของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เทียบกับโรงไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ ที่ใช้กันอยู่ ทั้งด้านปริมาณ แหล่งเชื้อเพลิง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พบว่าเชื้อเพลิงพลังงานนิวเคลียร์มีราคาไม่แพง สามารถผลิตพลังงานจำนวนมากมายจากปริมาณเชื้อเพลิงเพียงเล็กน้อย ให้กากจำนวนน้อย การพัฒนาวงจรเชื้อเพลิงพลังงานนิวเคลียร์เพื่อให้ได้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น นั้นมีอยู่อย่างต่อเนื่อง การขนส่งเชื้อเพลิงใหม่ (ก่อนเข้าโรงไฟฟ้า) ทำได้ง่ายและสะดวก และข้อดีที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและฝนกรดที่จะก่อปัญหากับสิ่งแวดล้อม ดังเช่นสิ่งอื่น ๆ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ยังมีข้อเสียบางประการ คือ ในด้านราคาลงทุนเริ่มต้นสูงกว่าโรงไฟฟ้าชนิดอื่น เพราะต้องนำไปใช้ในการก่อสร้าง วัสดุอุปกรณ์ ระบบควบคุมและการเก็บของเสียจากโรงไฟฟ้าทั้งในกรณีดำเนินการปกติและในกรณี ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมต้องมีการสมมติกรณีฉุกเฉิน ต่าง ๆ เพื่อที่จะนำมาคาดการณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อระบบและเตรียมพร้อมบุคลากร ให้สามารถรองรับสถานการณ์เหล่านั้นได้ จึงนับได้ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มีความปลอดภัยสูงสุดเมื่อเทียบกับโรง ไฟฟ้าชนิดอื่น

 

หลักการกำจัดกากจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

เชื้อเพลิงจากเตาปฏิกรนิวเคลียร์ จะถูกแช่น้ำในบ่อภายในโรงไฟฟ้า ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

ที่มาของภาพ:http://www.oaep.go.th/powerplant/data08.html

 

 

ศักยภาพ

 

ชนิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
วงจรของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์
แหล่งรังสีของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

 

กรีนพีซได้ต่อสู้เรียกร้องมาตลอด — และจะยังคงต่อสู้ — อย่างจริงจังกับพลังงานนิวเคลียร์เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อ สภาพแวดล้อมและต่อมนุษยชาติ ทางออกเดียวคือการหยุดการขยายตัวของพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมดและการปิดโรง ไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีอยู่เดิมด้วย

 

นาสย่าจากเบลารุสเพิ่งอายุได้ 3 ขวบตอนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเ็็ร็งในมดลูกและปอด แพทย์ในท้องถิ่นกล่าวว่าภูมิภาคโกเมลมีเด็กๆ ป่วยเป็นโรคมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นมากหลังเหตุการณ์เชอร์โนบิล

เราจำเป็นต้องมีระบบพลังงานที่สามารถต่อสู้กับภาวะโลกร้อน ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนพลังงานหมุนเวียน และประสิทธิภาพทางพลังงาน พลังงานนิวเคลียร์ผลิตพลังงานทั่วโลกได้น้อยกว่าพลังงานหมุนเวียน และปริมาณการผลิตพลังงานจะยังคงลดลงต่อไปในอีกหลายปีที่กำลังจะมาถึง

ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์บอกกับเรา การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจนเห็นความ เปลี่ยนแปลงจะมีค่าใช้จ่ายหลายสิบล้านล้านบาท ก่อให้เกิดกากกัมมันตภาพรังสีในระดับสูงที่ทำให้เสียชีวิตได้ ทำให้ส่วนประกอบของอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงเท่ากับที่เชอร์โนบิลทุกๆ ทศวรรษ สิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็นการที่นิวเคลียร์จะผลาญทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ สำหรับการดำเนินวิธีแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ (บทสรุป: นิวเคลียร์ไม่ใช่ทางออกของปัญหา)

“พลังงานนิวเคลียร์ถูกปฏิเสธมากเป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงมหาศาล (การเพิ่มอย่างรวดเร็วของอาวุธนิวเคลียร์ การก่อการร้าย การจัดการกากนิวเคลียร์ และ ความล้มเหลวของเครื่องปฏิกรณ์) และความเสียหายทางเศรษฐหิจ และเพราะภายในไม่กี่ศตวรรษ มันจะกลายเป็นตัวการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ปริมาณมาก โดยเฉพาะจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้สำหรับทำเหมืองและผ่านกระบวนการแร่ ยูเรเนียมคุณภาพต่ำ เมื่อพิจารณาเทคโนโลยีที่มีอยู่ พลังงานนิวเคลียร์ไม่เป็นวิธีแก้ปัญหาทั้งระยะยาวและระยะสั้นของภาวะโลก ร้อน”

- ดร.มาร์ค ไดเซนดอร์ฟ 2550

ยุคนิวเคลียร์เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2488 เมื่อสหรัฐอเมริกาทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกใกล้เมืองอาลาโมกอร์โด รัฐนิวเม็กซิโก และไม่กี่ปีต่อมาในพ.ศ. 2496 ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์เปิดตัวโครงการ “ปรมาณูเพื่อสันติภาพ” (Atoms for Peace) ที่องค์การสหประชาชาติ ท่ามกลางกระแสการสนับสนุนพลังงานปรมาณูที่โหมกระหน่ำ

แต่ก็เหมือนกับที่เรารู้ คือ ทุกอย่างที่เป็นนิวเคลียร์ไม่ก่อให้เกิด “สันติภาพ” มากกว่าครึ่งศตวรรษหลังการปราศรัยของไอเซนฮาวร์ โลกเป็นสถานที่ทิ้งกากนิวเคลียร์มาหลายยุคหลายสมัย ช่วงเวลาอันยาวนานนี้ทำให้ผู้คนเริ่มรับรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของมัน

ทุกอย่างกำลังเคลื่อนช้าๆ ไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง ในเดือนพฤศจิกายน 2543 โลกตระหนักรู้ว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีที่สกปรก อันตราย และ ไม่จำเป็น โดยได้ปฏิเสธว่าเป็นเครื่องมือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการเจรจาเรื่องภาวะโลกร้อนของสหประชาชาติในเมืองฮ๊าก เนเธอแลนด์ ในเดือนเมษายน 2544 พลังงานนิวเคลียร์ถูกแรงซัดต่อไปอีก เมื่อที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนปฏิเสธที่จะระบุว่า นิวเคลียร์เป็นเทคโนโลยีที่ยั่งยืน

ภัยเสี่ยงต่างๆ จากพลังงานนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นของคู่กันเสมอ และ คงอยู่ยาวนาน

ดูแผนที่ ‘ซูมดูความหายนะ‘ เพื่อดูประเทศที่มีโครงการอาวุธนิวเคลียร์หรือมีอาวุธนิวเคลียร์

กำเนิดนิวเคลียร์

(จำนวนผู้อ่าน 31540 คน)

 

 
คอลัมน์ : นิวเคลียร์น่ารู้กับปรมาณูเพื่อสันติ
ชื่อเรื่อง : กำเนิดนิวเคลียร์

ปัจจุบันนี้หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ได้หันมาให้ความสนใจกับการศึกษาและพัฒนาการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในทางสันติ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับโลกของเรา จนทุกวันนี้ พลังงานนิวเคลียร์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างใกล้ชิด

ที่ผ่านมาเราได้ทราบกันไปบ้างแล้วว่า มีการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ใช้ถนอมอาหาร ใช้ฆ่าเชื้อในผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ใช้ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค ใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืช หรือใช้ในการตรวจสอบหอกลั่นน้ำมัน ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม จะเห็นได้ว่าพลังงานนิวเคลียร์เมื่อนำมาใช้เพื่อสันติก็จะมีคุณอย่าง อเนกอนันต์ แต่ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า พลังงานนิวเคลียร์ แท้จริงแล้วคืออะไร และเกิดขึ้น ได้อย่างไร

พลังงานนิวเคลียร์ ก็คือ พลังงานที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียส หลายคนคงงงว่า แล้วนิวเคลียสคืออะไร ? ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่า ในสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ใบหญ้าตามธรรมชาติ หรือตึกรามบ้านช่องที่มนุษย์สร้างขึ้น ล้วนประกอบไปด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่เกาะตัวกันอยู่จนเกิดเป็นรูปร่างของสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งเราเรียกอนุภาคขนาดเล็กเหล่านั้นว่า “อะตอม” หรือก็คือ “ปรมาณู”ในภาษาไทยนั่นเอง ในอะตอมเอง ยังประกอบไปด้วยอนุภาคอีก 3 ชนิด นั่นคือ “โปรตอน” “นิวตรอน” และ “อิเล็กตรอน” โปรตอนและนิวตรอนนั้น จะรวมตัวกันอยู่เป็นศูนย์กลางของอะตอม ซึ่งก็คือ “นิวเคลียส” ในขณะที่อิเล็กตรอนจะวิ่งวนอยู่ รอบ ๆ นิวเคลียส ในส่วนของนิวเคลียสนี่เอง ที่เป็นส่วนสำคัญของการเกิดพลังงานนิวเคลียร์

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า พลังงานนิวเคลียร์ คือ พลังงานที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียส ซึ่งเราเรียกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ว่า “ปฏิกิริยานิวเคลียร์” โดยแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ “ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น” และ”ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น” ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น คือ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดจากการแตกตัวของโปรตอน และนิวตรอนในนิวเคลียสของธาตุหนัก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้อาศัยหลักการดังกล่าว มาใช้ในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ในเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือในการศึกษาวิจัยต่าง ๆ ส่วนปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น จะตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาชนิดแรก เพราะปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น จะเกิดจากการรวมตัวกันของนิวเคลียสของธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน ซึ่งปฏิกิริยาที่ว่านี้ ก็เป็นแบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์นั่นเอง

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เหมือนกันของปฏิกิริยานิวเคลียร์ทั้ง 2 ชนิดนี้ก็คือ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในนิวเคลียสแล้ว จะเกิดการปลดปล่อยพลังงานปริมาณมหาศาลออกมา ซึ่งพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากกระบวนการดังกล่าวนั้นก็มีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น พลังงานความร้อน รังสี หรืออนุภาคชนิดต่าง ๆ ซึ่งการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ ก็หมายถึงการนำพลังงานรูปแบบต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้นั่นเอง

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า อนุภาคขนาดเล็ก ๆ อย่างอะตอม จะเป็นต้นกำเนิดของพลังงานที่มีอานุภาพมหาศาลอย่างพลังงานนิวเคลียร์ได้ ซึ่งพลังงานดังกล่าวนี้ หากนำมาใช้เพื่อสันติ ในทางสร้างสรรค์แล้วหล่ะก็ จะนำมาซึ่งคุณประโยชน์นานับประการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของพวกเราทุกคนที่จะต้องรู้จักเลือกนำพลังงานที่ว่านี้มาใช้ในทางที่เหมาะที่ควร ในส่วนของประเทศไทย ก็มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ศึกษาวิจัย และกำกับควบคุมการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัย นั่นคือ “สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ” หรือ “ปส.” ซึ่งปัจจุบัน ได้จัดตั้ง “ศูนย์บริการประชาชน” ขึ้น เพื่อให้บริการตอบคำถามและข้อสงสัยเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ โดยให้บริการผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-1824, 0-2579-1834 และ 0-2579-1849 นอกจากนี้ยังมีการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินทางรังสี ทางหมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-2888 ตามวันและ เวลาราชการ

การพยายามแสวงหาพลังงานทางเลือกหรือพลังงานเพื่อมาทดแทนพลังงานจากคาร์บอน ซึ่งนับว่าจะมีราคาสูงขึ้นและมีปริมาณน้อยลง เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประเทศมหาอำนาจต่างๆ หันไปสนใจสร้างพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญ จากการใช้ประโยชน์จากนิวเคลียร์ยังคงสร้างความกังวลให้กับผู้ที่เคยประสบกับภัยร้ายแรงของพลังงานอานุภาพสูงนี้ มาแล้ว

ไม่ว่าจะในกรณีของฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน รวมทั้งความหวาดหวั่นของนานาประเทศ จากกรณีการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือและอิหร่าน

นอกเหนือจากความกังวลด้านการทหารและความมั่นคงของโลกแล้ว ยังมีเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุในหลายแห่งทั่วโลกที่เป็นบทเรียนให้ประเทศที่ต้องการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ และแม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของ บริษัทอิเล็กทริซิเต้ เดอ ฟรอง หรือ EDF ในฝรั่งเศส เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา จะไม่ได้มีความรุนแรงจนน่าเป็นกังวลนัก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 9 เม.ย. เมื่อเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ แจ้งว่า เกิดเหตุขัดข้องทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ทางบริษัทจำต้องปิดเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 3 ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเขตเดมพิริเย่นั้น เป็นอีกครั้งหนึ่งที่โลกต้องระมัดระวังการใช้ประโยชน์จากพลังงานนี้ เพราะอุบัติเหตุจากนิวเคลียร์ไม่ได้มีเพียงระดับที่เกิดขึ้นครั้งนี้เท่านั้น

หากแต่จากการจัดอันดับตามมาตราวัดเหตุการณ์ที่เกิดจากนิวเคลียร์นานาชาติ หรือที่เรียกว่า INES (international nuclear event scale) ระบุว่า ยังมีความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากนิวเคลียร์อยู่ถึง 7 อันดับ และโลกก็ได้บทเรียนและประสบกับเหตุการณ์ทั้ง 7 อันดับความรุนแรงมาแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อย้อนดูระดับความรุนแรงของเหตุการณ์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตั้งแต่ระดับที่ 1-7 ที่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะพบว่ามีเหตุการณ์รุนแรงที่ยังอยู่ในความทรงจำของหลายคนไม่เคยลืม

เริ่มตั้งแต่ความรุนแรงระดับที่ 7 ที่เกิดขึ้นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนเบิล ซึ่งนับว่าเป็นระดับที่รุนแรงที่สุด เนื่องจากมีการปล่อยสารกัมมันตภาพรังสีปริมาณมาก ในบริเวณกว้าง และยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

โดยเหตุการณ์เชอร์โนเบิลเกิดเมื่อ 26 เม.ย.2529 ทางตะวันออกของสหภาพโซเวียต (ประเทศยูเครนในปัจจุบัน) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากเจ้าหน้าที่เดินเครื่องของโรงงานฝ่าฝืนระเบียบการเดินเครื่อง คือ จงใจปลดระบบควบคุมอัตโนมัติ และระบบความปลอดภัยบางส่วนออก เป็นเหตุให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขาดน้ำหล่อเย็น จึงเกิดการระเบิดของไอน้ำที่รุนแรงดันทะลุหม้อปฏิกรณ์และอาคารปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ทำให้สารกัมมันตภาพรังสีแพร่กระจายในวงกว้าง มีผู้เสียชีวิต 31 คน และบาดเจ็บ 203 คนทันที และหลายแสนคนต้องอพยพออกจากพื้นที่แห่งนั้นในทันทีหลังเกิดเหตุการณ์

ผลที่ตามมาหลังเหตุการณ์ได้ทำให้ยูเครน เบลารุส และรัสเซีย ได้รับผลกระทบเรื่องการปนเปื้อนจากสารกัมมันตภาพรังสี ด้านเยอรมนี นอร์เวย์ สวีเดน ออสเตรีย อิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ได้รับผลกระทบจากเมฆกัมมันตภาพรังสี

จนกระทั่งในปี พ.ศ 2539 องค์การอนามัยโลกสรุปผลการศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้น พบว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ในเด็กเพิ่มขึ้นโดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 คน คาดว่าเป็นผลมาจากการได้รับรังสีเข้าสู่ร่างกาย ทั้งนี้ไม่พบความผิดปกติของการเกิดโรคมะเร็งในเม็ดโลหิตขาว แต่ประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีผลกระทบทางรังสีมีอาการทางประสาทเพิ่มขึ้น เนื่องจากความหวาดกลัวอันตราย แม้ในระยะหลังจะได้รับการฟื้นฟูดูแลให้หมดความวิตกกังวลบ้างแล้วก็ตาม

ส่วนในเหตุการณ์ความรุนแรงระดับ 6 เคยเกิดขึ้นแล้วที่โรงงานสกัดเชื้อเพลิงที่มายัค ในสหภาพโซเวียต (ปัจจุบันอยู่ในประเทศรัสเซีย) เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2500 โดยเกิดจากระบบหล่อเย็นในถังเก็บกากนิวเคลียร์นับหมื่นตันทำงานผิดพลาด ทำให้เกิดระเบิดที่มีความรุนแรงเทียบเท่ากับการระเบิดของระเบิดทีเอ็นทีจำนวน 75 ตัน และส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 200 คน จากการถูกกัมมันตภาพรังสี และอีกกว่าหมื่นคนต้องอพยพจากบ้าน ขณะที่อีก 450,000 คนไม่มีที่กำบังกัมมันตภาพรังสี

การระเบิดครั้งนี้ทำให้ประชาชนในรัสเซียเกิดความวิตกกังวลจากโรคที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสีที่ตนไม่เคยพบมาก่อน และจนถึงปัจจุบันรัฐบาลรัสเซียยังประกาศให้ประชาชนที่มีความจำเป็นในการเดินทางผ่านบริเวณนี้ ต้องปิดกระจกให้มิดชิดและห้ามลงจากรถเด็ดขาดไม่ว่าจะในกรณีใด

ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พบว่าหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นได้มีฝนตกลงมาทำให้ทะเลสาบและแม่น้ำทีช่าปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสี อีกทั้งยังส่งผลให้ลมที่พัดเอาฝุ่นที่ปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีจากก้นทะเลสาบคาราเชย์ไปตกที่เมืองโอเซิร์กอีกทอดหนึ่งด้วย

ด้านความรุนแรงระดับ 5 ได้เกิดขึ้นที่ โรงไฟฟ้าทรีไมล์ ไอซ์แลนด์ ที่ตั้งอยู่ในรัฐ เพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2522 โดยมีสาเหตุจากขาดน้ำหล่อเย็นในแกนเครื่องปฏิกรณ์ ทำให้เชื้อเพลิงหลอมละลาย มีรังสีรั่วไหลออกจากอาคารคลุมปฏิกรณ์สู่ภายนอก แม้รังสีที่รั่วออกมาจะมีปริมาณเล็กน้อยแต่ยังนับว่าเป็นอุบัติเหตุในอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์สหรัฐที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่เหตุการณ์นี้ก็ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์อยู่ไม่น้อย

ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงระดับที่ 4 ได้เกิดขึ้นที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แซง-โรรอง ในฝรั่งเศส เมื่อปี 2523 ซึ่งต่อมาบริษัทเจ้าของโรงงานได้ออกเปิดเผยถึงสาเหตุว่า เกิดจากความผิดปกติที่แกนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เครื่องที่ 2 ที่มีรอยแตกรอบอุปกรณ์ fuel charges แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้ปล่อยสารรังสีปริมาณเล็กน้อย และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงมากนัก มีเพียงแต่ผลจากความเสียหายของแกนปฏิกรณ์บางส่วนที่จะกระทบต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงานอย่างเฉียบพลัน

ขณะที่ความรุนแรงระดับที่ 3 ที่เกิดขึ้นในโรงงานสกัดเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ธอร์ปในอังกฤษ เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2548 แม้จะเป็นความรุนแรงในระดับที่มีการปล่อยสารรังสีปริมาณน้อยมาก และประชาชนได้รับรังสีต่ำกว่าปริมาณที่กำหนด ส่วนผู้ปฏิบัติงานกลับได้รับรังสีเกินปริมาณกำหนด

อีกทั้งจากการตรวจสอบภายหลังยังพบข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า มีการรั่วของกัมมันตภาพรังสีกว่า 83,000 ลิตรในถังเก็บจากกล้องวงจรปิด ซึ่งรั่วออกมาตั้งแต่กลางเดือน เม.ย.ในปีเดียวกัน และแม้ว่าจะไม่มีการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพ รังสีไปสู่สิ่งแวดล้อมและไม่มีผู้เสียชีวิต แต่บริษัทบริติชนิวเคลียร์ กรุ๊ป ผู้เป็นเจ้าของโรงงานก็ถูกปรับเป็นเงินกว่า 500,000 ปอนด์

ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงระดับ 2 เกิดขึ้น ในโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟอร์สมาร์ค ประเทศสวีเดน เมื่อ 25 กรกฎาคม 2549 เนื่องจาก เกิดความผิดพลาดในระบบกระแสไฟฟ้าของ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ซึ่งโชคดีที่ยังสามารถป้องกันความเสียหายไว้ได้ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจทำให้มีการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีได้ด้วยเช่นกัน

พลังงานนิวเคลียร์

พลังงานนิวเคลียร์ เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่ง ที่ได้จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ นิวเคลียร์ เป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า นิวเคลียส ซึ่งเป็นแก่นกลางของอะตอมธาตุ ซึ่งประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน และนิวตรอน ซึ่งยึดกันได้ด้วยแรงของอนุภาคไพออน

พลังงานนิวเคลียร์ หมายถึง พลังงานไม่ว่าลักษณะใดๆก็ตาม ซึ่งเกิดจากนิวเคลียสอะตอมโดย

  1. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิซชั่น (Fission) ซึ่งเกิดจากการแตกตัวของนิวเคลียสธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม พลูโทเนียม เมื่อถูกชนด้วยนิวตรอนหรือโฟตอน
  2. พลังงานนิวเคลียร์แบบฟิวชั่น (Fusion) เกิดจากการรวมตัวของนิวเคลียสธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน
  3. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี (Radioactivity) ซึ่งให้รังสีต่างๆ ออกมา เช่น อัลฟา เบตา แกมมา และนิวตรอน เป็นต้น
  4. พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดจากการเร่งอนุภาคที่มีประจุ (Particle Accelerator) เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน ดิวทีรอน และอัลฟา เป็นต้น

พลังงานนิวเคลียร์ บางครั้งใช้แทนกันกับคำว่า พลังงานปรมาณู นอกจากนี้พลังงานนิวเคลียร์ยังครอบคลุมไปถึงพลังงานรังสีเอกซ์ด้วย (พ.ร.บ. พลังงานเพื่อสันติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2508) พลังงานนิวเคลียร์ สามารถปลดปล่อยออกมาเป็นพลังงานหลายรูปแบบ เช่น พลังงานความร้อน รังสีแกมมา อนุภาคเบต้า อนุภาคอัลฟา อนุภาคนิวตรอน เป็นต้น

ประวัติศาสตร์

ภายหลัง สงครามโลกครั้งที่สอง ที่อุบัติขึ้นในปีพุทธศักราช 2482 และสิ้นสุดลงในปีพุทธศักราช 2488 นั้น ญี่ปุ่นได้รับความเสียหายอย่างมาก จากการที่สหรัฐอเมริกาได้ใช้อาวุธแบบใหม่โจมตีญี่ปุ่น โดยทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกลงที่เมืองฮิโรชิมา ซึ่งเป็นฐานบัญชาการกองทัพบกของ ญี่ปุ่นทางตอนใต้ ประชาชนชาวญี่ปุ่นในเมืองดังกล่าวได้เสียชีวิตไป 80,000 คน และในจำนวนเท่าๆ กันได้รับบาดเจ็บ ตึกรามบ้านช่องกว่า 60% ได้ถูกทำลายลง ซึ่งรวมทั้งตึกที่ทำการของรัฐบาล ย่านธุรกิจ และย่านที่อยู่อาศัย และในอีกสามวันต่อมา ระเบิดปรมาณูลูกที่สองก็ถูกทิ้งลงที่เมืองนางาซากิ ซึ่งเป็นเมืองท่าชายทะเลมีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ชาวญี่ปุ่นได้เสียชีวิตระหว่าง 35,000 ถึง 40,000 คน และได้รับบาดเจ็บในจำนวนที่ไล่เลี่ยกัน จากความเสียหายอย่างมหันต์ในคราวนั้น ทำให้ญี่ปุ่นต้องยอมเซ็นสัญญาสันติภาพ ซึ่งระบุให้จักรพรรดิและรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ใต้การปกครองของผู้บัญชาการสูงสุด ของทหารสัมพันธมิตร

ในปีพุทธศักราช 2496 ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศริเริ่มดำเนินโครงการ “ปรมาณูเพื่อสันติ” ขึ้น และในอีกสองปีต่อมา สหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมขึ้นที่กรุงเจนีวา มีนักวิทยาศาสตร์กว่า 4,000 คน จาก 73 ชาติ ได้เข้าร่วมประชุมและพิจารณาถึงการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในทางสันติ เพื่อแสดงให้ชาวโลกทราบว่า พลังงานนิวเคลียร์ที่ใครๆ เห็นว่าเป็นมหันตภัยร้ายแรงสำหรับมนุษย์นั้น อยู่ในวิสัยที่อาจจะควบคุม และนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน และโครงการนี้ได้กระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นในประเทศของตน เพื่อนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในทางสันติ และช่วยการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ

พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear energy) หมายถึง พลังงานไม่ว่าในลักษณะใดซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยออกมาเมื่อมีการแยก, รวมหรือแปลงนิวเคลียส (หรือแกน) ของปรมาณู คำที่ใช้แทนกันได้คือ พลังงานปรมาณู (Atomic energy) ซึ่งเป็นคำที่เกิดขึ้นก่อนและใช้กันมาจนติดปาก โดยอาจเป็นเพราะมนุษย์เรียนรู้ถึงเรื่องของปรมาณู (Atom) มานานก่อนที่จะเจาะลึกลงไปถึงระดับนิวเคลียส แต่การใช้ศัพท์ที่ถูกต้องควรใช้คำว่า พลังงานนิวเคลียร์ อย่างไรก็ดีคำว่า Atomic energy ยังเป็นคำที่ใช้กันอยู่ในกฎหมายของหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยได้กำหนดความหมายของคำว่าพลังงานปรมาณู ไว้ในมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 ในความหมายที่ตรงกับคำว่า พลังงานนิวเคลียร์ และต่อมาได้บัญญัติไว้ในมาตรา3 ให้ครอบคลุมไปถึงพลังงานรังสีเอกซ์ด้วย การที่ยังรักษาคำว่าพลังงานปรมาณูไว้ในกฎหมาย โดยไม่เปลี่ยนไปใช้คำว่าพลังงานนิวเคลียร์แทน จึงน่าจะยังคงมีประโยชน์อยู่บ้าง เพราะในทางวิชาการถือว่า พลังงานเอกซ์ไม่ใช่พลังงานนิวเคลียร์ การกล่าวถึง พลังงานนิวเคลียร์ในเชิงปริมาณ ต้องใช้หน่วยที่เป็นหน่วยของพลังงาน โดยส่วนมากจะนิยมใช้หน่วย eV, KeV (เท่ากับ1,000 eV) และ MeV (เท่ากับ 1,000,000 eV) เมื่อกล่าวถึงพลังงานนิวเคลียร์ปริมาณน้อย และนิยมใช้หน่วยกิโลวัตต์- ชั่วโมง หรือ เมกะวัตต์-วัน เมื่อกล่าวถึงพลังงานปริมาณมากๆ โดย: 1MWd=เมกะวัตต์-วัน = 24,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง และ 1MeV=1.854x10E-24 MWd

พลังนิวเคลียร์ (Nuclear power) เป็นศัพท์คำหนึ่งที่มีความหมายสับสน เพราะโดยทั่วไปมักจะมีผู้นำไปใช้ปะปนกับคำว่า พลังงานนิวเคลียร์ โดยถือเอาว่าเป็นคำที่มีความหมายแทนกันได้ แต่ในทางวิศวกรรมนิวเคลียร์เราควรจะใช้คำว่าพลังนิวเคลียร์ เมื่อกล่าวถึงรูปแบบหรือวิธีการเปลี่ยนพลังงานจากรูปหนึ่งไปสู่อีกรูปหนึ่ง เช่น โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ย่อมหมายถึง โรงงานที่ใช้เปลี่ยนรูปพลังงานนิวเคลียร์มาเป็นพลังงานไฟฟ้า หรือเรือขับเคลื่อนด้วยพลังนิวเคลียร์ ย่อมหมายถึงเรือที่ขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนรูปพลังงานนิวเคลียร์มาเป็น พลังงานกล เป็นต้น พลังนิวเคลียร์เป็นคำที่มาจาก Nuclear power ในภาษาอังกฤษ แต่ในภาษาอังกฤษเอง เมื่อกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวกับดุลอำนาจระหว่างประเทศ (Nuclear power) กลับหมายถึง มหาอำนาจนิวเคลียร์ หรือประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์สะสมไว้เพียงพอที่จะใช้เป็นเครื่องมือทางการ เมืองได้ (โดยเฉพาะเมื่อใช้เป็นพหูพจน์) การเน้นให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างคำ พลังนิวเคลียร์ และ พลังงานนิวเคลียร์ ก็เพราะในด้านวิศวกรรม พลังควรมีความหมาย เช่นเดียวกับกำลัง ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงพลังในเชิงปริมาณู จะต้องใช้หน่วยที่เป็นหน่วยของกำลัง เช่น “โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ขนาด 600 เมกะวัตต์ (ไฟฟ้า) โรงนี้ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด (BWR) ขนาด 1,800 เมกะวัตต์ (ความร้อน) เป็นเครื่องกำเนิดไอน้ำแทนเตาน้ำมัน” เป็นต้น

อันตรายและความเสี่ยง

การทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารกัมมันตภาพรังสีเป็นเวลานานอาจทำให้เนื้อ เยื่อบางส่วนของร่างกายเสียหาย หรือก่อให้เกิดมะเร็งในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ อาทิเช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว และยังทำให้ผู้ที่ได้รับมีความผิดปกติทางเซลล์พันธุกรรมเช่น สัตว์เกิดไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีตา ไม่มีสมอง และยังทำลายคนที่ไม่รู้วิธีป้องกันป่วยลง แต่อันตรายจากรังสีในปัจจุบันที่ได้รับมากที่สุดคือ ถ่านไฟฉายแต่จะเป็นรังสีจากโคบอล 60 ซึ่งมีวิธีการคือ อย่าแกะสังกะสีออก และใช้แล้วควรทิ้งทันที โดยทั่วไปรังสีที่เจอเป็นอันดับ 2 คือ รังสีเอกซ์ตามโรงพยาบาลในห้องเอกซ์เรย์ ซึ่งจะมีป้ายเตือนไว้หน้าห้องแล้ว และไม่ควรที่จะเข้าใกล้มากนัก หากพบว่ามีวัตถุที่แผ่รังสี ควรที่จะหลีกไป แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หากไม่แน่ใจก็ให้สอบถามผู้รู้เช่น ครูโรงเรียนมัธยม หรือเจ้าหน้าที่

พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ หรือกระบวนการนิวเคลียร์ หลักการพื้นฐานของการเกิดหรือสร้าง พลังงานนิวเคลียร์ก็คือหลักการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงานจากทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ ที่รู้จักกันดีในรูปของสมการ

 

  

 

 E =  mc2

 

ตามสมการ E =  mc2 เมื่อสสารมีมวล m สูญหายไปจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน E มีขนาด mc2 โดยที่ c เป็นค่าความเร็วของแสงในสูญญากาศ คือประมาณ 186.000 ไมล์ต่อวินาที หรือ300,000 กิโลเมตรต่อวินาที ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่รู้จักกันในปัจจุบันมี 2 แบบ คือ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น  และปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น

ในปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น อะตอมของธาตุที่หนักเช่น ยูเรเนียมถูกยิงด้วยอนุภาคนิวตรอน  แล้วแตกตัวเป็นธาตุที่เบากว่า จากกระบวนการแตกตัวนี้ก็เกิดมีมวลสารส่วนหนึ่งของอะตอมยูเรเนียมหายไป และมวลของยูเรเนียมที่หายไปนี้ก็เปลี่ยนไปเป็นพลังงานที่เรียกกันว่า พลังงานอะตอม แต่จะเรียกเป็นพลังงานนิวเคลียร์ก็ได้เพราะปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในระดับนิวเคลียสของอะตอมเราจึงอาจเรียกได้ทั้งสองอย่าง

สำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น    เราได้กล่าวถึงบ้างแล้วเมื่ออธิบายกระบวนการเกิดพลังงานบนดวงอาทิตย์ โดยสรุปแล้วปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการรวมตัวของอะตอมของธาตุที่เบา เช่น อะตอมไฮโดรเจน เกิดเป็นอะตอมของธาตุที่หนักกว่าคือ อะตอมฮีเลียมแล้วเกิดมีมวลสารส่วนหนึ่งของอะตอมไฮโดรเจนหายไป เปลี่ยนไปเป็นพลังงาน พลังงานนิวเคลียร์เป็นที่รู้จักกันดีอย่างน่าเสียดายในรูปของอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพทำลายร้ายแรงคือ ระเบิดอะตอมซึ่งอาศัยหลักการของกระบวนการนิวเคลียร์ฟิชชั่น และระเบิดไฮโดรเจนซึ่งอาศัยกระบวนการนิวเคลียร์ฟิวชั่น

พลังงานนิวเคลียร์คืออะไร  พลังงานนิวเคลียร์ทั้งจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่นและฟิวชั่นที่สำคัญออกมาในรูปของความร้อนและกัมมันตภาพรังสี คำว่า กัมมันตภาพรังสีในที่นี้ก็ประกอบด้วยบรรดาอนุภาคจำพวกนิวตรอน และจำพวกอนุภาคอัลฟา เบตาและรังสีแกมมา แต่ส่วนสำคัญของพลังงานนิวเคลียร์ที่เราสนใจในที่นี้ก็คือ ส่วนที่เป็นความร้อนนั่นเอง เพราะหลักการใหญ่ของการใช้ประโยชน์ของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ก็คือ อาศัยความร้อนของพลังงานนิวเคลียร์ไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าอีกต่อหนึ่ง ก็ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการใช้ความร้อนจากเชื้อเพลิงรูปอื่น ทั้งน้ำมัน ถ่านหินและอื่นๆ นั่นเอง นั่นคือ เราต้องการความร้อนที่เกิดขึ้นไปต้มน้ำหรือไปทำให้ก๊าซร้อนแล้วอาศัยไอน้ำร้อนหรือก๊าซร้อนที่ขยายตัวไปทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าทำงาน

พลังงานนิวเคลียร์มีข้อดีและข้อเสียอย่างไร  ข้อดีของพลังงานนิวเคลียร์ที่สำคัญคือ โดยอาศัยเชื้อเพลิง เช่น ยูเรเนียมเป็นปริมาณน้อย เราก็ได้พลังงานนิวเคลียร์ไปใช้งานได้เป็นปริมาณมาก และนาน ทั้งนี้เนื่องจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จะสลายตัวช้ามากตามธรรมชาติของมันเอง เช่น ยูเรเนียม-235 มีค่าของครึ่งอายุถึง 7.1 คูณ 108 ปี นั่นคือ ยูเรเนียม-235 ปริมาณหนึ่งจะสลายตัวเหลือครึ่งหนึ่งของปริมาณเดิม   ก็กินเวลานานถึง 7.1 คูณ 108 ปีทีเดียว

ข้อเสียของพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชั่นคือ สภาพความเป็นกัมมันตภาพรังสี ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ทำให้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์เก็บรักษายากและยังหายากอีกด้วย อีกประการหนึ่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วคือ กากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์หรือสิ่งที่สัมผัสกับพลังงานนิวเคลียร์แล้ว เช่น น้ำหรือก๊าซที่กำจัดยากที่จะปล่อยทิ้งอย่างตามสบายดังเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆไม่ได้ เพราะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสภาวะแวดล้อม

นอกเหนือไปจากข้อเสียของพลังงานนิวเคลียร์ดังที่กล่าวไปแล้วในระยะช่วงเวลา 2-3 ปีมานี้ได้เกิดมีโรคระบาดชนิดใหม่เกิดขึ้นคือ โรคกลัวอุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ทรีไมล์  ไอส์แลนด์  ในรัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 เดือน เมษายน พ.ศ.2522 และที่เชอร์โนบิล ประเทศสหภาพโซเวียต พ.ศ.2529ทำให้โรคกลัวอุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรุดหนักที่สุด และระบาดแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วทั้งประเทศไทยเราด้วย

สำหรับเรื่องอุบัติเหตุเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้ก็นับว่า เป็นเรื่องที่มีมูลน่ากลัวทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ทุกประเภท รวมทั้งอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายด้วยก็ล้วนแต่มีอันตรายจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น นั่นคือ ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมใดๆ เลยที่จะปลอดภัยจากอุบัติเหตุได้อย่างแท้จริง แต่เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานค่อนข้างใหม่และอยู่ในสายตาของความสนใจของคนทั่วๆ ไป ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น จึงมักเป็นข่าวใหญ่ทั้งๆ ที่อาจจะปลอดภัยกว่าโรงงานใหญ่ๆ ประเภทอื่นๆ อีกมากมาย